Publisher: Maejo University   (Total: 2 journals)   [Sort by number of followers]

Showing 1 - 2 of 2 Journals sorted alphabetically
J. of Agricultural Production     Open Access  
J. of Agricultural Research and Extension     Open Access   (Followers: 1)
Similar Journals
Journal Cover
Journal of Agricultural Production
Number of Followers: 0  

  This is an Open Access Journal Open Access journal
ISSN (Online) 2651-2475
Published by Maejo University Homepage  [2 journals]

  •        

    • Authors: อภิสิทธิ์ ชิตวณิช, รัตติกาล เสนน้อย, ประพฤติ พรมสมบูรณ์
      Pages: 1 - 12
      Abstract:      การทดลองนี้เป็นการศึกษาการเจริญเติบโตและพัฒนาการของข้าวก่ำบางพระที่ปลูกภายใต้แสงที่ แตกต่างกัน โดยวางแผนการทดลองแบบ Completely Randomized Design มีจํานวน 5 สิ่งทดลอง คือ สิ่งทดลองที่ 1 แสงธรรมชาติ (T1) มีค่าเท่ากับ 620 ไมโครโมล/วินาที/ตารางเมตร สิ่งทดลองที่ 2 LED white: red: blue bulb panel (T2) สิ่งทดลองที่ 3 LED white HP4F-AL (T3) สิ่งทดลองที่ 4 LED full spectrum grow board (T4) และ สิ่งทดลองที่ 5 fluorescent (T5) ดําเนินการทดลองตั้งแต่เดือน สิงหาคมถึงธันวาคม 2563 ณ สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ผลการทดลองพบว่าข้าวก่ำบางพระมีการเจริญเติบโตในด้าน ความสูงมากที่สุดใน T3 (156.4 เซนติเมตร) มีจํานวนหน่อต่อกอมากใน T1 (11.9 ต้นต่อกอ) นํ้าหนักสด และฟางมากที่สุดใน T1 (252.7 และ 74.0 กรัม) และจํานวนเมล็ดดีมากที่สูงสุดใน T3 (353.2 เมล็ดต่อ รวง) สําหรับระยะพัฒนาการของข้าวกํ่าบางพระพบว่า ข้าวที่ปลูกใน T2 มีระยะพัฒนาการเร็วที่สุดคือ ระยะตั้งท้อง 60 วัน ระยะออกดอก 95 วัน และระยะเก็บเกี่ยว 130 วัน ส่วนข้าวที่ปลูกใน T5 มีระยะพัฒนาการด้านต่าง ๆ นานที่สุด ในการวิเคราะห์ปริมาณอะไมโลส พบว่า มีปริมาณอะไมโลสอยู่ระหว่าง 18.02-19.32 % อยู่ในเกณฑ์ร&...
      PubDate: 2022-04-25
      Issue No: Vol. 4, No. 1 (2022)
       
  • Farmers’ Attitude on Tobacco Growing for Reducing Smog from Maize
           Stubble Burning, Mae Chaem District, Chiang Mai, Thailand

    • Authors: Jukkaphong Poung-ngamchuen, Tonglian Buwjoom
      Pages: 13 - 27
      Abstract:      Thailand is facing severely problem of smog from maize stubble burning. Negative impact in peoples’ health was happened as its effect. So, plant exchanging for cultivation such as tobacco, is one of the good alternatives for the mentioned problem solving. However, the study of farmers’ attitude on plant exchanging for cultivation is primary needed. Thus, this research was attempted to find out truly farmers’ attitude in Mae Chaem district which is the most animal feed maize growing area in Thailand, including impact analysis to Thai animal feed industry. Interview schedule was employed for data collection from 378 of animal feed maize growing farmers. A set of question was used for qualitative data collection from 4 administrators of private organization in animal feed industry. Obtained data were analyzed by descriptive and inferential statistics as well as rationale content analysis. The results reveal that, 62.70% of farmers were male with 47.39 years old on average age. Farmers more than one-half reached primary school with average income from animal feed maize growing was 52,912.70 baht per year in growing area of 1.55 hectares on average. Most of farmers had growing area with soil fertility but 67.72% of farmers have not enough natural water resource and had good level in knowledge of tobacco growing (69.58%). In terms of farmers’ attitude, farmers had moderate level in readiness of tobacco growing. While had high level in needs of tobacco growing and had low level in possibility of tobacco growing instead of animal feed maize. Furthermore, the study found 6 main factors significantly correlating farmers’ needs as follows: educational attainment, income from animal feed maize growing, animal feed maize growing area, soil fertility, adequate water, and farmers’ readiness. In terms of effect, negatively impact to need of raw material and animal feed production might be happened by private sector action measures and government policy.
      PubDate: 2022-04-25
      Issue No: Vol. 4, No. 1 (2022)
       
  • Effects of Different Processing Conditions on Physicochemical Properties,
           Bioactive Compounds and Sensory Acceptance of Betel Nut Tea

    • Authors: Unchalin Singkhum
      Pages: 28 - 39
      Abstract:      The effects of various roasting-rolling temperatures (40-50, 50-60, 70-80 °C), rolling times (10, 15, 20 minutes), and drying temperatures (60 and 80 °C) on water activity (aw), color values (L*, a*, b*), total phenolic content, antioxidant activity by DPPH, and ferric ion reducing antioxidant power (FRAP) in Betel nut tea were studied. The total phenolic content and antioxidant activity decreased when the roasting-rolling and drying temperatures increased (p≤0.05). As a result, the tea processing condition that produced the most bioactive compounds (roasting-rolling temperature of 50-60 °C, 15 minutes of rolling time, and drying temperature of 60 °C for 3 hours) was chosen to investigate the amount of water (60 and 80 milliliters) and water temperature (80, 90, and 100 °C) needed to make tea. The water and the water temperature did not affect the bioactive compounds (p>0.05). Sensory evaluation with 50 panelists using a 9-point hedonic scale showed differences in preference scores in the taste (p≤0.05), but there was no significant difference in terms of color, odor, and overall liking for Betel nut tea (p>0.05). Thus, the appropriate formula for Betel nut tea making was 5 grams of tea, 60-80 milliliters of water, and 80-90 °C water temperature.
      PubDate: 2022-04-25
      Issue No: Vol. 4, No. 1 (2022)
       

  •        ปัจจัยที่มีผลต่อการสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับครัวเรือนของเกษตรกร
           ในเมืองคำ แขวงเชียงขวาง
           

    • Authors: คานตาวัน พมลาชาบุด, พุฒิสรรค์ เครือคำ, สายสกุล ฟองมูล, ปิยะ พละปัญญา
      Pages: 40 - 52
      Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาลักษณะพื้นฐานส่วนบุคคล เศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกร 2) เพื่อศึกษาระดับการปฏิบัติการสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับครัวเรือนของเกษตรกร และ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติการสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับครัวเรือนของเกษตรกรในพื้นที่เมืองคำ แขวงเชียงขวาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัย คือ เกษตรกรเมืองคำ แขวงเชียงขวาง สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว จำนวน 279 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามวิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ
      ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 42.93 ปี มีสถานภาพสมรส สำเร็จการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาหรือต่ำกว่า มีสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 6 คน มีแรงงานในครัวเรือนเฉลี่ย 3 คน มีพื้นที่ทำการเกษตรเฉลี่ย 10.66 ไร่ มีรายได้ในภาคการเกษตรเฉลี่ย 30,252.46 บาทต่อปี มีรายได้นอกภาคการเกษตรเฉลี่ย 11,059.13 บาทต่อปี มีรายจ่ายในครัวเรือนเฉลี่ย 25,802.92 บาทต่อปี มีหนี้สินเฉลี่ย 2,179.82 บาท ส่วนใหญ่ไม่ม...
      PubDate: 2022-04-25
      Issue No: Vol. 4, No. 1 (2022)
       

  •        ศักยภาพการเลี้ยงไก่พื้นเมืองตามหลักเกษตรที่ดี
           (GAP) ของเกษตรกรในเมืองหลา
           แขวงอุดมซัย
           

    • Authors: อัมพร ผาสุก, พหล ศักดิ์คะทัศน์, พุฒิสรรค์ เครือคำ, สายสกุล ฟองมูล
      Pages: 53 - 63
      Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพการเลี้ยงไก่พื้นเมืองตามหลักเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) โดยทำการศึกษาศักยภาพใน 2 ประเด็นคือ ความรู้ และการปฎิบัติได้ ของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่พื้นเมืองของเกษตรกรในเมืองหลา แขวงอุดมซัย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่พื้นเมืองในเมืองหลาแขวงอุดมชัย จำนวน 319 คน โดยใช้แบบทดสอบเพื่อวัดความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงไก่พื้นเมือง และใช้แบบสอบถามเพื่อศึกษาแนวทางการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่พื้นเมืองของเกษตรกร วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา เพื่อหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด และค่าต่ำสุด ผลการวิจัยพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 31.07 ปี สำเร็จการศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาหรือต่ำกว่า อยู่ในสถานภาพสมรส เกษตรกรมีระดับของความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงไก่พื้นเมืองอยู่ในระดับปานกลาง ( = 10.6 คะแนน จากทั้งหมด 21 คะแนน) ในด้านแนวทางการปฏิบัติตามแนวทางเกษตรดีที่เหมาะ...
      PubDate: 2022-04-25
      Issue No: Vol. 4, No. 1 (2022)
       

  •        การเปรียบเทียบสารพฤกษเคมีและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของส่วนต่างๆ
           

    • Authors: ภาวิณี อารีศรีสม, นรินทร์ ท้าวแก่นจันทร์, ณัฐชนก แก้วแทน, กอบลาภ อารีศรีสม
      Pages: 64 - 76
      Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบสารประกอบฟีนอลิกรวม สารฟลาโวนอยด์ กรดเฟอรูลิก และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ในส่วนของจมูกข้าวสาลีผสมรำ และส่วนของเนื้อแป้งของข้าวสาลี จำนวน 8 สายพันธุ์ ซึ่งได้รับการปรับปรุงพันธุ์โดย ผศ.ดร.เรืองชัย จูวัฒนสำราญ สาขาวิชาพืชไร่ คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ จากผลการศึกษาพบว่าปริมาณสารพฤกษเคมีและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมีในส่วนของจมูกข้าวสาลีผสมรำมากกว่าส่วนของเนื้อแป้งในข้าวสาลีทุกๆ สายพันธุ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ โดยส่วนของจมูกข้าวสาลีผสมรำพบปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวมมากสุดในข้าวสาลีสายพันธุ์ MJU10 มีค่าเท่ากับ 2.86±0.06 มก. สมมูลของกรดแกลลิก/ก. น้ำหนักแห้ง ส่วนปริมาณสารฟลาโวนอยด์มีมากสุดในส่วนของจมูกข้าวผสมรำของข้าวสาลีสายพันธุ์ MJU2 และ MJU8 คือมีค่าเท่ากับ 0.65±0.00 และ 0.65±0.01 มก. สมมูลของเควอซิติน/ก. น้ำหนักแห้ง ตามลำดับ สำหรับปริมาณกรดเฟอรูลิกพบมากสุดในจมูกข้าวผสมรำของสาลีสายพันธุ์ MJU10 มีค่าเท่ากับ 478.40±2.58 มก./กก. ขณะที่ในสายพันธุ์...
      PubDate: 2022-04-25
      Issue No: Vol. 4, No. 1 (2022)
       

  •        การเปรียบเทียบวิธีการสกัดและอัตราส่วนของสารสกัดที่แตกต่างกัน
           ต่อน้ำหนักสารสกัดหยาบ
           ปริมาณสารประกอบฟีนอลิก
           และฟลาโวนอยด์ ในกระชายดำ

    • Authors: นรินทร์ ท้าวแก่นจันทร์, ภาวิณี อารีศรีสม, กอบลาภ อารีศรีสม, วิกานดา ใหม่เฟย, วรภัสสรณ์ คงธนจารุอนันต์, ศักดิ์ชัย เสถียรพีระกุล
      Pages: 77 - 90
      Abstract: งานวิจัยนี้ได้เปรียบเทียบวิธีการสกัดที่แตกต่างกัน (การแช่หมัก อัลตราโซนิค และไมโครเวฟ) ด้วยอัตราส่วนของเอทานอลต่อน้ำ (100:0, 80:20, 60:40, 40:60, 20:80 และ 0:100) ต่อน้ำหนักสารสกัดหยาบ สารประกอบฟีนอลิกรวม และปริมาณสารฟลาโวนอยด์ในกระชายดำ ผลศึกษาพบว่า น้ำหนักสารสกัดหยาบ สารประกอบฟีนอลิกรวม และปริมาณสารฟลาโวนอยด์ในกระชายดำ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ต่อวิธีการสกัดด้วยอัตราส่วนของเอทานอลต่อน้ำต่างกัน โดยน้ำหนักสารสกัดหยาบมีปริมาณมากที่สุด (12.23±1.03%) เมื่อทำการสกัดด้วยวิธีการแช่หมัก และใช้เอทานอลต่อน้ำที่อัตราส่วน (60:40) ในขณะที่สารประกอบฟีนอลิกรวม และสารฟลาโวนอยด์มีปริมาณมากที่สุดเมื่อทำการสกัดด้วยวิธีไมโครเวฟ โดยปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวมมีค่าสูงที่สุด (65.60±4.62 มคก.สมมูลของกรดแกลลิกต่อ มก.สารสกัดหยาบ) เมื่อสกัดด้วยเอทานอลต่อน้ำที่อัตราส่วน 60:40 นอกจากนี้เมื่อใช้เอทานอลและน้ำที่อัตราส่วน 100:0 จะสกัดสารฟลาโวนอยด์สูงที่สุด เท่ากับ 93.43±9.78 มคก.สมมูลของเคอร์ซิตินต่อน้ำหนักสารสกัดหยาบ 1 มก.
      PubDate: 2022-04-25
      Issue No: Vol. 4, No. 1 (2022)
       

  •        

    • Authors: รักษ์สุดา คำดี, ธรรมธวัช แสงงาม, ชัยสิทธิ์ ทองจู, ศิริสุดา บุตรเพชร, อาณัติ เฮงเจริญ, ธวัชชัย อินทร์บุญช่วย
      Pages: 91 - 101
      Abstract: วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษาผลของการฉีดพ่นแคลเซียมและโบรอน (CaB) ทางใบต่อคุณภาพผลผลิตของเมล่อน วางแผนการทดลอง Factorial in Randomized Complete Block Design ปัจจัยแรกประกอบด้วย การไม่ฉีดพ่น CaB ฉีดพ่น CaB อัตรา 0.75, 1.5, 2.25 และ 3.0 มิลลิลิตร/ลิตร หลังระยะดอกบาน สัปดาห์ละครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ปัจจัยที่ 2 ประกอบด้วย เมล่อนสายพันธุ์ Honeydew 1348 และสายพันธุ์ TM-052 ผลการทดลองพบว่าการให้ CaB ทางใบในอัตราต่างกันมีผลให้น้ำหนักผลสด เส้นผ่านศูนย์กลางผล ความหนาเปลือก ความหนาเนื้อ ความแน่นเนื้อ ปริมาณของของแข็งที่ละลายน้ำได้มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การให้ CaB ทางใบอัตรา 3 มิลลิลิตร/ลิตร ส่งผลให้น้ำหนักผลสด (1,866 กรัม) ความหนาของเนื้อ (37 มิลลิเมตร) ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ (14.06 องศาบริกซ์) และเส้นผ่านศูนย์กลางผล (15.51 เซนติเมตร) สูงที่สุด เมื่อพิจารณาอิทธิพลร่วมระหว่างปัจจัย พบว่า การให้ CaB ทางใบอัตรา 3 มิลลิลิตร/ลิตร ในสายพันธุ์ TML-052 มีผลให้ความหนาเนื้อและปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้สูงสุด โดยสายพันธุ์ TM-052 ให้ผลผลิตสูงกว่าสายพันธุ์ Honeydew 1348 ความเข้มข้นของแคลเซียมและโบรอนในเมล่อนที่ระยะเก็บเกี่ยว พบว่าสายพ$...
      PubDate: 2022-04-25
      Issue No: Vol. 4, No. 1 (2022)
       

  •        ผลของสารพาต่อประสิทธิภาพของแบคทีเรียปฏิปักษ์
           Bacillus subtilis และ Bacillus amyloliquefaciens
           ต่อการยับยั้งเชื้อรา Rigidoporus
           microporus
           สาเหตุโรครากขาวในยางพารา

    • Authors: พันธ์ทิพย์ จุลวรรณโณ, อัจฉรา เพ็งหนู
      Pages: 102 - 1113
      Abstract: Rigidoporus microporus เป็นเชื้อราในดินสาเหตุโรครากขาวของยางพารา การควบคุมโรคด้วยชีวภัณฑ์แบคทีเรียปฏิปักษ์ มีประสิทธิผลและปลอดภัยต่อสภาพแวดล้อม นอกจากแบคทีเรียปฏิปักษ์ สารพา (carrier) นับเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของชีวภัณฑ์ การวิจัยจึงศึกษาผลของสารพาต่อการเจริญและการยับยั้งการเจริญเส้นใยเชื้อรา R. microporus โดยแบคทีเรียปฏิปักษ์ Bacillus subtilis ไอโซเลท SM1, LPDD3-2 และ Bacillus amyloliquefaciens ไอโซเลท PT7 ทดสอบกับสารพาทั้งหมด 7 ชนิด คือ เบนโทไนท์ เคโอลิน แลคโตส แป้งดัดแปร แป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง และแป้งข้าวโพด วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ จำนวน 4 ซ้ำ ผลการวิจัยพบว่า แบคทีเรียปฏิปักษ์มีปริมาณสูงสุดในอาหาร potato dextrose agar (PDA) ที่ผสมเบนโทไนท์และแตกต่างกับสารพาชนิดอื่นๆ (P≤ 0.01) รวมทั้งมีขนาดโคโลนีใหญ่ขึ้น ขณะที่การเจริญของเส้นใย R. microporus ในอาหาร PDA ที่ผสมเบนโทไนท์ไม่มีความแตกต่างทางสถิติกับชุดควบคุม (PDA) การยับยั้งการเจริญเชื้อรา R. microporus ของ B. subtilis ไอโซเลท SM1, LPDD3-2 ด้วยวิธี dual culture ในอาหาร PDA ผสมเบนโทไนท์สูงกว่าสารพาชนิดอื่นและแตกต่างกับชุดควบคุม (PDA) (P≤ 0.01) แสดงให้เห็นว่าสารพามีผลต่อการเจริญและประสิทธิภาพของแบคทีเรียปฏิปักษ์...
      PubDate: 2022-04-25
      Issue No: Vol. 4, No. 1 (2022)
       

  •        ผลของการพอกเมล็ดด้วยเมทิลไฮดรอกซีเอทิล
           เซลลูโลส และ
           คาร์บอกซีเมทิล เซลลูโลส
           

    • Authors: เพชรรัตน์ จี้เพชร, จักรพงษ์ กางโสภา
      Pages: 114 - 127
      Abstract: เมล็ดพันธุ์ผักกาดหอมมีขนาดเล็ก และมีอาหารสะสมในเมล็ดน้อย เมื่อนำไปเพาะต้นกล้ามีความงอกและความแข็งแรงต่ำ เกษตรกรจึงนำเข้าเมล็ดที่ผ่านการพอกจากต่างประเทศ การสร้างสูตรสารพอกขึ้นใช้เองภายในประเทศจึงมีความสำคัญต่อการยกระดับการเพาะปลูกผักกาดหอมในประเทศไทย ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาชนิดและความเข้มข้นของวัสดุประสานที่เหมาะสมสำหรับการพอกเมล็ดพันธุ์ผักกาดหอมเรดโอ๊ค วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ จำนวน 4 ซ้ำ โดยมีกรรมวิธีดังนี้คือ การพอกเมล็ดด้วย Methyl hydroxylethyl cellulose (MHEC) และ Carboxylmethyl cellulose (CMC) ที่ความเข้มข้นแตกต่างกัน 5 ระดับเช่นเดียวกันคือ 0.3%, 0.4%, 0.6%, 0.8% และ 1.0% (w/v) ตามลำดับ โดยใช้ zeolite เป็นวัสดุพอก ที่อัตรา 130 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ผักกาดหอม 10 กรัม โดยมีผลการทดลองดังนี้ การพอกเมล็ดด้วย MHEC และ CMC ที่ความเข้มข้นเท่ากันคือ 0.3% และ 0.4% (w/v) ทำให้การขึ้นรูปก้อนพอกเมล็ดอยู่ที่ระดับง่ายที่สุด และง่าย ตามลำดับ เมื่อตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์หลังการพอกเมล็ดพบว่า การพอกเมล็ดด้วย CMC ที่ความเข้มข้น 0.4%, 0.6% และ 0.8% (w/v) มีความเร็วในการงอกสูงและแตกต่างทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกัũ...
      PubDate: 2022-04-25
      Issue No: Vol. 4, No. 1 (2022)
       
 
JournalTOCs
School of Mathematical and Computer Sciences
Heriot-Watt University
Edinburgh, EH14 4AS, UK
Email: journaltocs@hw.ac.uk
Tel: +00 44 (0)131 4513762
 


Your IP address: 3.236.225.157
 
Home (Search)
API
About JournalTOCs
News (blog, publications)
JournalTOCs on Twitter   JournalTOCs on Facebook

JournalTOCs © 2009-